แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ puredata แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ puredata แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สังเคราะห์เสียงฆ้องบน Android ด้วย libpd ตอนที่ 1

หลังจากหัดเขียนโปรแกรมบน Android และทดลองเขียนโปรแกรมฆ้องวงขึ้นมา ก็รู้สึกถึงข้อจำกัดของการใช้เสียงฆ้องที่บันทึกไว้ล่วงหน้าซึ่งก็คือ
  1. มีข้อจำกัดด้านคุณภาพของการบันทึกเสียงและ
  2. ไม่สามารถปรับค่าความถี่และอัตราลดทอนของเสียงได้
แต่การสังเคราะห์เสียงโดยใช้ภาษา Java โดยตรงดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยิ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญ Java อย่างผม หลังจากที่เสาะหากรรมวิธีเหมาะ ๆ ได้สักพักก็เจอเครื่องมือด้านการสังเคราะห์เสียงจำนวนหนึ่งคือ
ผมได้ทดลองใช้ Chuck กับ Python เพื่อสังเคราะห์เสียงบน Linux ดูแล้วก็ใช้งานได้สะดวกดี แต่ Chuck ไม่มีเครื่องมือที่จะเชื่อมต่อกับ Java และ Android (หรือมีแต่ผมหาไม่เจอ) ส่วน Csound นั้นผมไม่เคยใช้ ค้นดูก็ไม่เจอเครื่องมือที่จะเชื่อมต่อกับ Java และ Android เช่นกัน

สำหรับ puredata นั้นเดิมผมเคยยอมแพ้มันมาแล้วหนหนึ่งด้วยเหตุว่าเขียนแพตช์ (Patch) ของ puredata ไปแล้วก็เอาไปใช้ในโปรแกรมอื่นเหมือน Chuck ไม่ได้...จนกระทั่งผมได้พบกับ libpd จึงได้ทราบว่าผมคิดผิด

อันที่จริง puredata สามารถสื่อสารกับภาษาโปรแกรมอื่น ๆ ได้ผ่านทาง libpd ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ libpd จะเป็นดังนี้
  1. ผู้พัฒนาจะสร้างแพตช์ puredata ขึ้นมาก่อน โดยกำหนดชื่อตัวแปรควบคุมไว้แทนอินเลต
  2. เปิดแพตช์ที่สร้างขึ้นจากคำสั่ง openPatch
  3. ส่ง Bang Float Message ผ่านคำสั่ง sendBang sendFloat และ sendMessage ไปยังแพตช์เป้าหมายตามลำดับ
เนื่องจากมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็คือส่วนการสังเคราะห์เสียงด้วย pd เป็นส่วนหนึ่ง และการตั้งค่าและเรียกใช้ libpd ในแอนดรอยด์เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในตอนนี้จึงขอบันทึกไว้เฉพาะส่วนการสังเคราะห์เสียงก่อน

การสังเคราะห์เสียงฆ้องด้วย pd
จากการวิเคราะห์เสียงฆ้องในเบื้องต้นพบว่าคุณลักษณะพื้นฐานที่โดดเด่นของเสียงฆ้องคือองค์ประกอบ Exponentially Decayed Sinusoid ซึ่งสามารถสร้างได้โดยแพตช์ดังแสดงในรูป
andgong.pd
อินเลตของแพตช์นี้จะเป็นค่าความถี่ของลูกฆ้อง เมื่อมี float เข้ามาทางอินเลต bang จะถูกกระตุ้นและจะสร้างอาเรย์ของตัวแปรเวลา t ขึ้นมา ตัวแปรเวลานี้จะคูณเข้ากับอัตราการลดทอนของเสียงฆ้องซึ่งในที่นี้เป็น -2 เมื่อข้อมูลนี้ผ่านออบเจ็กต์ [exp~] ก็จะเป็นฟังก์ชัน
amath f(t)=e^{-2t} endamath
ส่วนตัวเลขความถี่ที่ป้อนเข้ามาแต่แรกก็จะไปกระตุ้น [osc~] เพื่อให้สร้างสัญญาณไซนูซอยด์ออกมา เมื่อนำมาคูณกับเอกโพเนนเชียลในตอนแรกและคูณกับ 0.3 ก่อนส่งออกทางเอาต์เลตจะทำให้ได้ฟังก์ชัน
amath g(t) = 0.3 e^{-2t} cos(2\pi f t) endamath
จะเป็นเสียงฆ้องลูกทวนหรือว่าลูกยอดก็แล้วแต่ว่าความถี่ที่ป้อนเข้าทางอินเลตนั้นเป็นเท่าใด

แต่ [timearray] ไม่ใช่ออบเจกต์มาตรฐานของ pd แต่เป็นออบเจกต์ที่ผมสร้างขึ้นมาเองเพื่อสร้างตัวแปร t ที่วิ่งจาก 0 ถึง 5000 ในเวลา 5 วินาที (ขั้นละ 1 มิลลิวินาที) ทุกครั้งที่มีการกระตุ้นออบเจกต์ด้วย [bang( ซึ่งกลไกของ [timearray] แสดงดังรูปต่อไปนี้
timearray.pd
เมื่อมี [bang( เข้ามาทางอินเลต ข้อความ 0 จะถูกกระตุ้นเพื่อส่งให้ [line~] กระโดดจากค่าใด ๆ ก็ตามขณะนั้นไปที่ [0( ทันที หลังจากนั้น 1 มิลลิวินาที [bang( ที่ถูกหน่วงเวลาไว้ก็จะกระตุ้นข้อความ [5 5000( เพื่อส่งให้ [line~] ทำให้เอาต์พุตของ [line~] เปลี่ยนแปลงจาก 0 ไปเป็น 5 ภายในเวลา 5000 มิลลิวินาที นั่นหมายความว่าเอาต์เลตของแพตช์นี้ก็คือค่าเวลาเป็นวินาทีขั้นละ 1 มิลลิวินาทีเป็นเวลา 5 วินาทีนั่นเอง

เนื่องจาก libpd อนุญาตให้มีแพตช์ Instance เดียว เราก็เลยต้องสร้างลูกฆ้องทั้ง 16 ลูกในแพตช์โดยให้ฆ้องแต่ละลูกถูกกระตุ้นโดยตัวแปร h01 - h16 ด้วยตัวเลขค่าความถี่
gongwong.pd
แม้ว่าจะตีฆ้องทีละลูกหรืออย่างมาก 2 ลูก เพื่อให้การเชื่อมต่อสัญญาณกับ [dac~] ไม่ติดขัดเพราะเชื่อมกับอินพุตมากเกินไปเราเลยใช้ [+~] รวมสัญญาณจากฆ้องแต่ละลูกเข้าด้วยกัน แต่ Hot Inlet คืออินเลตทางซ้ายเท่านั้น เราเลยต้องให้ตัวแปรความถี่ลูกฆ้องลูกที่ 2 - 16 กระตุ้น [bang( เพื่อกระตุ้น Hot Inlet ของ [+~] ตัวแรกด้วย นอกจากนี้ก่อนจะส่งสัญญาณเสียงออกมาทาง [dac~] เราจะป้องกันองค์ประกอบไฟตรง (DC Component) โดยใช้ตัวกรองความถี่สูงผ่าน [hip~] โดยตั้งค่าความถี่ตัดไว้ที่ 1 เฮิร์ทซ และป้องกันการทำงานผิดพลาดของ libpd โดยการขริบสัญญาณขาออกไว้ให้ไม่เกิน +/- 1

เราสามารถทดสอบแพตช์ gongwong.pd ใน puredata ได้โดยการเปลี่ยน [r h01] ถึง [r h16] ให้เป็นข้อความ [xxx01( - [xxx16( รวม 16 ข้อความเมื่อ xxx01 - xxx16 คือค่าความถี่เสียงที่เราต้องการ และทดลองฟังเสียงโดยการคลิ๊กที่ข้อความแต่ละข้อความนั้น ๆ

เมื่อเราเตรียมแพตช์ของเราเรียบร้อยแล้ว ในตอนต่อไปเราจะมาดูว่าจะสามารถเรียกใช้แพตช์นี้ผ่าน libpd เพื่อเขียนโปรแกรมสำหรับแอนดรอยด์ได้อย่างไร

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสร้างสัญญาณ Decaying Sinusoid ด้วยตัวกรองดิจิตอลโดยใช้ pd

แบบจำลองของเสียงจากเครื่องดนตรีแบบหนึ่งคือ Decaying Sinusoid ซึ่งก็คือสัญญาณตระกูลไซนูซอยด์ที่มีขนาดลดลงด้วยอันดับเอกโพเนนเชียลเมื่อเวลาผ่านไป สัญญาณลักษณะนี้สามารถเขียนเป็นสมการได้
amath y(t) = A*e^{-b*t}*sin( omega_{c} * t ) endamath
เมื่อ amath A endamath คือขนาดของสัญญาณ amath a endamath คืออัตราการลดทอน amath omega_{c} endamath คือความถี่มีหน่วยเป็น rad/sec และ amath t endamath คือเวลา
สัญญาณ Decaying Sinusoid (เส้นสีแดงและเส้นสีเขียวเป็นเพียงเส้นนำสายตาเท่านั้น)
กลยุทธ์การสังเคราะห์เสียงลักษณะนี้ก็คือการใช้ตัวกรองที่มีผลตอบสนองอิมพัลส์ (Impulse Response) ที่มีหน้าตาแบบนี้เลย คือถ้าใส่อิมพัลส์เข้าไป ให้ตัวกรองส่งสัญญาณหน้าตาแบบนี้ออกมา ซึ่งเราสามารถสร้างตัวกรองดังกล่าวได้โดยใช้กรรมวิธีการออกแบบตัวกรองดิจิตัลแบบอิมพัลส์ไม่เปลี่ยนแปลง (Impulse Invariant Method)

ด้วยวิธี Impulse Invariant Method เราสามารถเขียนผลตอบสนองของตัวกรองดิจิตัลในรูปแบบสัญญาณดิสครีตได้ดังนี้
amath y(n) = A*e^{-k*n}*sin(omega_{d}*n) endamath
เมื่อ amath k endamath เป็นอัตราลดทอนที่แปลงมาจาก amath b endamath amath omega_{d} endamath เป็นความถี่ในโดเมนดิสครีตมีหน่วยเป็น rad/sample และ amath n endamath คือ index ของสัญญาณดิสครีต

ตัวกรองที่มีผลตอบสนองอิมพัลส์เป็นสัญญาณนี้คือตัวกรองที่มี Transfer Function - H(z) เป็น z-Transform ของสัญญาณนี้นั่นเอง ซึ่งจากตารางการแปลง z ทำให้เราทราบว่า
amath A*e^{-k*n}*sin(omega_{d}*n) -> (e^{-k}*sin(omega_{d})*z^{-1})/(1-2*e^{-k}*cos(omega_{d})*z^{-1}+e^{-2*k}*z^{-2}) endamath
เราสามารถสร้างตัวกรองนี้ใน puredata ได้โดยตรงโดยใช้ออบเจ็ค fexpr~ สร้างสมการผลต่าง (Difference Equation) ไดัเป็น
amath y(n) = e^{-k}*sin(omega_{d})*x(n-1)+2*e^{-k}*cos(omega_{d})*y(n-1)-e^{-2*k}y(n-2) endamath
และต่อเป็นแพตช์ใน puredata ได้ดังรูป

ซึ่งเราสร้างขึ้นมาเป็น sub-patch ให้รับอินพุตได้ 4 ค่าคือ
  1. อิมพัลส์ (x1 ใน fexpr~) เป็นตัวกระตุ้นตัวกรอง ซึ่ง puredata patch สำหรับอิมพัลส์สามารถดูได้จากผลงานเมื่อคราวก่อน
  2. อัตราการลดทอน (f2 ใน fxpr~ - หมายถึงอินพุตที่ 2 และเป็นตัวแปรประเภท Float) amath e^{-k} endamath
  3. ความถี่ในโดเมนดิสครีต หน่วยเป็น rad/sample (ระบุผ่าน f3 - amath cos(omega_{d}) endamath และ f4 - amath sin(omega_{d}) endamath)
  4. อัตราชักตัวอย่าง (Sampling Rate -fs) ไว้ใช้คำนวณค่า amath omega_{d} endamath ก่อนส่งเข้าไปใน fexpr~
ในโอกาสต่อไปจะนำเสนอการนำ Decaying Sinusoid ไปสร้างเสียงสังเคราะห์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสร้าง Impulse (Discrete) ใน pd เพื่อใช้ทดสอบตัวกรอง

ผมหัดใช้ pd มาได้สักพักแล้ว ตอนนี้กำลังทำโครงงานที่สอง (เลยนึกได้ว่าไม่เคยบันทึกโครงงานแรกลงในบล๊อกเลย) ในโครงงานนี้เราจะสร้างตัวกรอง (Filter) เพื่อสังเคราะห์สัญญาณเสียงขึ้นมา ซึ่งตัวกรองจะทำงานได้ต้องมีอินพุต และอินพุตที่เราจะใช้นั้นเป็นอิมพัลส์ (Impulse) ในดิสครีตโดเมน

ใน pd-extended นั้นจะมีออบเจ็ค dirac~ ให้ใช้อยู่ แต่เนื่องจากผมใช้เดเบียนซึ่งใน Repository มีแต่ pd-vanilla ซึ่งไม่มีออบเจ็ค dirac~ ให้ใช้ ก็ต้องสร้างเอง

การสร้างได้แนวทางมาจาก http://www.mail-archive.com/pd-list@iem.at/msg12771.html และหลังจากลองผิดลองถูกมาได้สักพัก ก็สามารถสร้าง Discrete Impulse ขึ้นมาจนได้ดังรูป
หลักการทำงานก็คือ
  1. รับข้อความ \$1 0 มาจาก inlet เมื่อ \$1 เป็นตัวแปรที่ส่งเข้ามาเพื่อใช้เป็นขนาดของอิมพัลส์
  2. ส่งข้อความไปให้ vline~ สร้างสัญญาณเป็น \$1 ทันทีที่ได้รับข้อความ
  3. หลังจากนั้น ข้อความ \$1 0 จะส่งทริกเกอร์ไปยังการคำนวณคาบเวลา T=1/fs (ในที่นี้ใช้ 1.5/fs แทน เผื่อไว้กันเหนียว)
  4. สร้างข้อความ 0 0 \$1 เมื่อ \$1 ระยะเวลาเป็นหน่วยมิลลิวินาทีที่รอก่อนที่ vline~ จะสั่งให้ตั้งค่าเป็นศูนย์ เราพยายามจะตั้งให้ได้ 1 Sample=1/fs พอดี แต่เพื่อผลที่แน่นอนใน Patch นี้เราเลยเลือกใช้เป็น 1.5/fs แทน
  5. ส่งข้อความไปให้ vline~ เพื่อตั้งค่าให้เป็น 0
  6. ส่งออกเป็น Stream ไปที่ outlet~
ทดลองแล้วใช้ได้ผลดี ถ้าต้องการตรวจสอบผล ให้เพิ่มออบเจ็ค print~ ไปที่เอาต์พุตของ vline~ และให้รับ bang มาจากข้อความไหนก็ได้ใน Patch ด้วย จะเห็นผลลัพธ์ดังรูปต่อไปนี้
ต่อไปนี้ก็สามารถทดสอบตัวกรองต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้ามีอะไรน่าสนใจก็จะนำมาเสนอต่อไป